20 ปี แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ประเทศไทย

นับแต่ปีพุทธศักราช 2541 หรือ ปี ค.ศ. 1998

เป็นปีที่เริ่มต้นมีหลักสูตรการอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine: FM) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยแพทยสภาอนุมัติ แทนการอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioners: GP) อันเนื่องจากแรงผลักดันทั้งภายในและภายนอก เพื่อเติมต่อคุณค่าส่วนที่เป็นช่องว่างของเอกลักษณ์ของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ในระบบบริการสุขภาพไทยที่ได้รับความนิยมไม่มาก และช่วยลดช่องว่างของบริการแพทย์เฉพาะทางที่เจาะลึก ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดภาวะที่ว่าแม้ผลิตแพทย์มากขึ้นสักเท่าไร ก็ยังมีความขาดแคลนโดยเฉพาะในชนบท ไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นด้านสุขภาพของประชาชนส่วนใหญ่ได้ จึงได้มีการเรียนรู้ทบทวนบทเรียนทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ จนได้พัฒนาการให้มีแพทย์เฉพาะทางสาขาใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า “เวชศาสตร์ครอบครัว”  โดยพัฒนาให้มีความเป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ในความเชี่ยวชาญในด้านกว้างแทนด้านลึก เชื่ยวชาญในการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยแบบมีคุณภาพที่เชื่อมโยงปัญหาด้าน กาย จิต สังคมเชื่อมปัญหาทางการแพทย์กับชีวิตคน และเชื่อมกับการส่งเสริม ป้องกัน ร่วมไปด้วย  เป็นศาสตร์วิชาที่นำเรื่องที่ดูเหมือนธรรมดา ถูกละเลยไป แต่มาทำให้เห็นคุณค่า มีการถ่ายทอด และนำมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ และตอบสนองต่อสุขภาพประชาชนได้ดีมากขึ้น

  ปี พ.ศ.2542 ได้ก่อตั้งวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

แห่งประเทศไทย และต่อมาปี พ.ศ.2548 ได้พัฒนามาเป็นราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย  สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ก็มีการปรับเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย

     แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่ผ่านการฝึกอบรม

อย่างชัดเจนตามหลักสูตร จบเป็นรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2545

นับจนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2562 เวชศาสตร์ครอบครัว

ก็มีพัฒนาการ เติบโตมาได้ครบ สองทศวรรษ ที่มีทั้งช่วงเวลาของการเริ่มต้น คนเรียนไม่มาก ช่วงรุ่งโรจน์ที่แพทย์นิยมมาเรียนกันมาก ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบสุขภาพ ในยุคเริ่มต้นของการมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และบางช่วงก็ยัง ขึ้นๆ ลงๆ ไม่เสถียร ระบบเปลี่ยนแปลง มีการปรับปรุงพัฒนาวิธีการฝึกอบรม ในหลายลักษณะทั้งที่เป็น formal training, in-service training, hospital-based และ community based เพื่อหวังให้มีทางเลือกที่พอดีกับบริบทของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทย จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ที่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ได้กำหนด ไว้ใน หมวด 16 การปฎิรูปประเทศ “ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชน ในสัดส่วนที่เหมาะสม” และพัฒนาต่อมาเป็นพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ลงนามพระปรมาภิไทยไปในปี2562 นี้  ที่หวังว่าจะเป็นการทำให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิ และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความเสถียรมากขึ้น  แต่จะยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ก็คงมีปัจจัยอื่นอีกที่เกี่ยวข้อง

         จากรุ่นแรก ที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านการฝึกอบรม

ไปทั้งสิ้นจำนวน 9 คน จนถึงปี 2561 มีแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นแพทย์เชี่ยวชาญในสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ได้รับวุฒิบัตรจำนวนทั้งหมด  774   คน และผู้ได้รับหนังสืออนุมัติ จำนวน  6351  คน รวมทั้งสิ้นเป็น 7898 คน  และรุ่นล่าสุดในปี 2562 นี้มีผู้จบการฝึกอบรมจำนวนทั้งสิ้นเพิ่มอีก จำนวน 199 คน 

การเติบโตของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่มีจำนวน

เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  แม้ว่าจะยังไม่พอดีกับจำนวนประชากรทีมีจำนวนมากขึ้น  สถาบันการฝึกอบรมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็น 38 แห่งในปี 2562 ซึ่งก็อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้มีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น 

            มีความเติบโตในด้านผลงานทางวิชาการ

มีตำราเอกสารด้านเวชศาสตร์ครอบครัวไทย มากขึ้น มีวารสารวิชาการ PCFM (Primary Care and Family Medicine Journal) ที่มีการผลิตมาต่อเนื่อง รวมทั้งงานวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น  

          มีผลลัพธ์งาน ที่แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และทีม

ได้ดำเนินการและก่อผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น การดำเนินงานขยายตัวในพื้นที่ต่างๆ จำนวนมากขึ้น  ที่เห็นเป็นรูปธรรมงานชัดได้แก่การดูแลกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต และผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน  แต่ผลงานที่นำไปสู่การสร้างสุขภาพของกลุ่มประชากร และการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ก็ยังเป็นช่องว่างที่ต้องมีการพัฒนาเติมเต็มให้มากขึ้น

          ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นต้นทุนที่พัฒนาเติบโตมากขึ้น

ในระยะสองทศวรรษที่ผ่านมา  และเป็นต้นทุนสำหรับการขับเคลื่อนต่อไปในระยะข้างหน้า  แต่ความท้าทาย และอุปสรรคข้างหน้าก็ยังมีไม่น้อย อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก ช่องว่าง ความไม่เท่าเทียมของประชาชนก็ยังมีมาก ลักษณะประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และการลงทุนพัฒนาในด้านการแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ การเติบโตของศูนย์ excellent center จำนวนมากขึ้น  อาจส่งผลให้เป็นการแข่งขัน การแย่งชิงการใช้ และการพัฒนาทรัพยากรได้  หากไม่มีการวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นเอกภาพ ที่มีการวางแผนการทำงานร่วม และเสริมต่อกันระหว่างความเป็นเฉพาะทางเชิงลึก กับความเฉพาะทางด้านกว้างในส่วนที่เป็นระบบปฐมภูมิ และเวชศาสตร์ครอบครัว  

ความยั่งยืน และคุณค่าสำคัญของระบบแพทย์เวชศาสตร์

ครอบครัว ขึ้นกับ คุณภาพ ที่เป็นผลลัพธ์งานของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในการเป็นส่วนหนึ่งของจุดคานงัดระบบบริการสุขภาพไทยให้มีคุณภาพ แลการมีส่วนร่วมช่วยให้ประชาชนไทย มีสุขภาพดีเพิ่มมากขึ้น

แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร

และ

รศ.พญ.สมจิต พฤกษะริตานนท์

ผู้เรียบเรียง

งานประชาสัมพันธ์

GPFPAT

การประชุมวิชาการประจำปีเวชศาสตร์ครอบครัว ปี 2562

National Conference of Family Medicine 2019

“Primary Care in Harmony”

พิธีเปิด วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562

วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, ราชวิทยาลัยเวชศาสตร์

ครอบครัวแห่งประเทศไทย และ สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ร่วมพิธีเปิดการประชุมและอบรมประจำปี 2562 โดยมี นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี และให้ปาฐกถาพิเศษในด้านความสำคัญของระบบบริการปฐมภูมิต่อความเจริญของสาธารณสุขไทยในอนาคต

เสวนาทิศทางสุขภาพไทย และ Primary care in Harmony

และสมาคมฯได้จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติแก่สมาชิกของ

และได้รับเกียรติจัดกิจกรรมเพื่อมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นายกสมาคมฯ และประธานราชวิทยาลัยฯ เยี่ยมชมรายนามผู้ได้รับรางวัล ” สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นายกสมาคมฯ และประธานราชวิทยาลัยฯ เยี่ยมชมรายนามผู้ได้รับรางวัล “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดีเด่น พ.ศ. 2562”

สมาคมฯ เข้าร่วมกิจกรรมและให้ความช่วยเหลือสมาชิก

ภายในงานทั้งด้านการสมัครสมาชิก และ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ (WONCA activity) กิจกรรมดำเนินตั้งแต่วันที่ 27-29 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

จุดให้บริการสมาชิกสมาคมฯ ภายในงาน

และในวันสุดท้ายเราได้ให้กิจกรรมตอนรับสมาชิกใหม่ของเรา

ด้วย โปสการ์ดที่ระลึกในงานแก่สมาชิกใหม่ในปี 2562 นี้ และเราหวังว่ากิจกรรมจะเป็นที่ติดตาตรึงใจแก่สมาชิกทุกท่าน

สำหรับรูปภาพภายในกิจกรรมสามารถติดตามได้ที่

INSDIE FAMILY

งานประชาสัมพันธ์

สมาคมแพทย์เวชปฎิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย

อบรมแนวคิดและทักษะด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ครั้งที่ 1

วันที่ 6-9 สิงหาคม 2562

สมัครเข้าร่วมการอบรม –> [CLICK] หรือ SCAN QR CODE ด้านล่าง

อัตราการลงทะเบียน

  • 25,000 บาท สำหรับ แพทย์ เข้าอบรมตลอดหลักสูตร รวม 3 ครั้ง ๆละ 4 วัน
  • 8,500 บาท สำหรับ แพทย์ เข้าอบรมครั้งที่ 1 รวม 4 วัน วันที่ 6-9 สิงหาคม 2562
  • 5,000 บาท สำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่ใช่แพทย์ เข้าอบรม รวม 4 วัน วันที่ 6-9 สิงหาคม 2562
  • 4,500 บาท สำหรับผู้เข้าอบรมเฉพาะวันที่ 6-7 สิงหาคม 2562
  • 4,500 บาท สำหรับผู้เข้าอบรมเฉพาะวันที่ 8-9 สิงหาคม 2562

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้หลักฐานการโอนเงินและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้วจะตอบกลับผลการลงทะเบียนทางอีเมล์

กรุณาดำเนินการภายในวันที่ 30 กรกฎาคม 2562

สอบถามเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ 087 7545427

ผศ.นพ.กอปรชุษณ์ 084-4802079 ผู้จัดการอบรม

บัญชีรับโอนค่าลงทะเบียน ธนาคารกรุงไทย สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ประเภท บัญชีออมทรัพย์
ชื่อบัญชี แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวฯ เลขที่ 041-1-32033-5

*หมายเหตุ ก่อนการบันทึกข้อมูลแบบฟอร์มนี้ ขอแนะนำให้โอนค่าลงทะเบียนให้เรียบร้อยก่อนบันทึกข้อมูล เตรียมหลักฐานการโอนเงิน เป็นไฟล์ รูปภาพ หรือ ไฟล์เอกสาร .pdf เพื่ออัพโหลดข้อมูล ส่วนท้ายของการบันทึกข้อมูลนี้ หลักฐานการโอนเงิน ใช้เป็นสลิปธนาคาร หรือ สลิป ATM หรือ netbank ก็ได้

เอกสารการสมัคร

ประกาศเรื่องการเข้าระบบ Video play

เรียนแจ้ง สำหรับผู้ไม่ได้ลงทะเบียนในระบบด้วยตนเอง

USERของท่านคือ ส่วนแรกของ email ที่ท่านลงทะเบียน และ PW คือ อักษร 2 ตัวแรก พิมพ์ใหญ่-พิมพ์เล็ก-ตามด้วย123456

เช่น nevermissit@thaigpfm.org

ID: nevermissit

PW: Ne123456

สำหรับท่านที่ลงทะเบียนด้วยตนเอง ID คือ USERNAME และ Password ที่ท่านกำหนด

ขณะนี้กำลังอยู่ในกระบวนการลงทะเบียน

กรุณารอสักครู่ หากท่านไม่สามารถลงทะเบียนด้วย EMAIL ได้แสดงว่าได้ขึ้นทะเบียนในระบบแล้ว

ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ

GPFPAT

วิ่งไปกับหมอครอบครัว

[ENGLISH VERSION] 28 พฤษภาคม พ.ศ.2562

การวิ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ขณะเดียวกัน การวิ่งคือสัญลักษณ์ของการแสดงพลังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เช่นเดียวกับ โครงการ “Run with family doctors” หรือ “วิ่งไปกับหมอครอบครัว” ถือเป็นการเริ่มต้นเล็กๆ ที่ “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว” หรือ “หมอครอบครัว” รณรงค์ให้ประชาชนออกกาลังกายและส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว การวิ่งไปกับหมอครอบครัว เราจะเก็บเกี่ยวอะไรได้บ้าง

การวิ่งไปกับหมอครอบครัว เป็นการวิ่งแบบ virtual run สามารถวิ่งที่ไหนก็ได้ โดยใช้ระบบการสะสมระยะทาง ตลอดระยะเวลา 3 เดือน สาหรับเช้าวันอังคาร ที่ 28 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ กรุงเทพมหานคร มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวกว่าสามสิบคนมารวมตัวกันแต่เช้ามืด เตรียมยืดเส้นยืดสายด้วยกิจกรรมแอโรบิค และออกตัวสตาร์ทวิ่งนาร่อง ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ด้วยท่าทางการวิ่งอย่างกระฉับกระเฉง หลังจบการวิ่ง เมื่อเหงื่อไหลซึมผ่านผิวกาย ยิ่งขับเน้นบรรยากาศที่อบอุ่น หมอครอบครัวหลายคนบอกเล่าความหมายของการวิ่งครั้งนี้ไว้หลากหลายแง่มุมที่น่าสนใจ

ก้าวไปพร้อมกับคนในครอบครัว
ในปี พ.ศ.2562 คือวาระครบรอบ 20 ปี ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในประเทศไทย หมอครอบครัวเป็นหมอเฉพาะทางสาขาหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกสาหรับหมอที่อยากจะดูแลคนทั้งคน การที่จะทาความเข้าใจซาบซึ้งถึงการดูแลแบบหมอครอบครัวต้องอาศัยระยะเวลา ซึ่งโครงการวิ่งไปหมอครอบครัวเป็นเสมือนการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้วิถีสร้างสุขภาพองค์รวม

แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทยและเลขาธิการราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “การดูแลคนทั้งคน คือ ไม่ได้ดูแลแยกเป็นเรื่องๆ ดูแลตลอดช่วงชีวิต และดูแลแบบมีหัวใจความเป็นมนุษย์ และมีความซาบซึ้งที่อยากดูแลอย่างจริงจังรู้จักหรือไม่รู้จักอาจไม่สาคัญเท่ากับว่ารู้ลึกซึ้งแค่ไหน สิ่งสาคัญคือรู้ลึกซึ้งถึงผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากหมอครอบครัว เพราะเราคิดว่าสิ่งที่มีของหมอครอบครัวคือความตั้งใจ ความปรารถนาที่จะดูแลสุขภาพร่วมกับประชาชน”
แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร เชิญชวนกึ่งทาท้ายว่า “การวิ่งเป็นการทดสอบพละกาลัง ทดสอบจิตใจ ว่าเราเองจะต่อสู้กับความขี้เกียจ ความลาบาก ความเหนื่อย เพื่อกลับมาเริ่มต้นดูแลสุขภาพตัวเอง รวมทั้งเป็นการทดสอบให้เห็นว่าพลังจริงๆ ในร่างกายมีเยอะ บางทีเราไม่มีโอกาสดึงออกมาใช้ และไม่ได้ใช้ อยากให้ใช้โอกาสนี้ทดสอบพลังของตัวเอง”

‘พลังในร่างกายมีเยอะ บางทีเราไม่มีโอกาสดึงออกมาใช้…’

การวิ่งครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร ได้ออกมาวิ่งพร้อมกับคนในครอบครัว เช่นเดียวกับ แพทย์หญิงศิรินภา ศิริพร ณ ราชสีมา เลขาธิการสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวเราได้มาออกกาลังกายร่วมกัน”
ขณะที่ นางมณธิรา ศิริพร ณ ราชสีมา คุณแม่ของแพทย์หญิงศิรินภา กล่าวถึงเคล็ดลับสาคัญที่ให้ทาร่างกายและจิตใจแข็งแรง เพราะมีลูกสาวเป็นหมอประจาตัว ที่ให้คาปรึกษาทางกายและจิตใจ นอกจากนี้ ยังเล่าถึงความภาคความภูมิใจในบทบาทของลูกสาวว่า “เขาเคยดูแลคนไข้ บางทีต้องไปดูแลถิ่นทุรกันดาร เคยนั่งรถซาเล้งไปดูคนไข้ติดเตียง เขาถ่ายรูปมาให้ดู และไปดูแลคนที่เป็นดูแลอีก” กล่าวพลางมองหน้าลูกสาวด้วยรอยยิ้มเบิกบาน

ก้าวออกมาสัมผัสชีวิต
การวิ่งจึงไม่ต่างจากการดึงพลังชีวิตที่ซ่อนอยู่นามาใช้ประโยชน์มากขึ้น แต่สาหรับผู้พิการที่สามารถใช้ขาได้อย่างคนปกติ ในเช้ามืด แพทย์หญิงชญานิศ รัตนกาญจน์ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลสุรินทร์ นั่งรถเข็นมารอเตรียมออกวิ่งไปพร้อมกับเพื่อนหมอครอบครัว เธอเล่าว่าหลังจบแพทย์เพียง 3 เดือน ก็ล้มป่วยจนต้องนั่งรถเข็น แต่ด้วยใจสู้และมุ่งมั่นที่จะเป็นทั้งหมอที่รักษา และยังหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนไข้ก้าวออกมาใช้ชีวิต

ก้าวบนวีลแชร์ของ แพทย์หญิงชญานิศ รัตนกาญจน์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวออกมาใช้ชีวิต “เพราะเห็นคนไข้ที่เป็นแบบเรา ไม่ได้เข้ามารู้ว่า จริงๆ เราสามารถออกมาใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ อยากจะบอกเขาว่าถึงแม้เราจะนั่งรถเข็ญ แต่เรายังใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ ทางานได้ตามปกติ ไปเยี่ยมบ้านคนไข้ ตรวจคนไข้ ดูแลคนไข้เหมือนเดิม ส่วนใหญ่คนไข้ที่บาดเจ็บแบบเดียวกัน ไปให้เขาเห็นว่าการนั่งรถเข็ญสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ แล้วเอารถโยกไปให้เขานั่ง เขาก็ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ ตอนนี้เขาก็นั่งรถโยกขายของ เลี้ยงตัวเองได้ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเคสเดียวกับเรา เขาจะมีกาลังใจขึ้นเยอะ หมอก็ทาได้ ผมก็ทาได้” บนเส้นทางการวิ่งจึงมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่อีกมากมาย ระยะทางการวิ่งจึงเป็นเสมือนพื้นที่สนทนา ทั้งแง่มุมของความทุกข์และความสุข

‘เวลาที่เราเปิดรับหรือเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้เติมเต็มให้เรามากขึ้น’

สาหรับบางคน การวิ่งคือการเก็บเกี่ยวความรื่นรมย์ระหว่างทาง เป็นกิจกรรมที่สร้างการรับรู้ระหว่างเรากับโลกด้วยสัมผัสโดยตรง แพทย์หญิงสายรัตน์ นกน้อย ประธานวิชาการคณะกรรมการวิชาการ ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ได้เปรียบเปรยว่าการทางานแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวต้องอาศัยการเปิดรับเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ “หมอเองได้สัมผัสเองกับการมีปฏิสัมพันธ์ว่าเวลาที่เราเปิดรับหรือเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้เติมเต็มให้เรามากขึ้น เรารู้สึกว่าเราได้ช่วยคนอื่นได้ ในขณะเดียวกันคนอื่นก็มีส่วนเติมเต็มและเชื่อมกับเรา ความเป็นเวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลทุกสิ่งอย่าง เชื่อมถึงกันไม่ว่าด้านสังคม ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรือว่าศิลปะ สิ่งเหล่านี้ ไปด้วยกันหมดเลย วิชาการของเวชศาสตร์ครอบครัวต้องผสมและรวมพร้อมทุกสิ่งอย่าง”
แพทย์หญิงสายรัตน์ นกน้อย เล่าถึงเหตุผลสาคัญเมื่อครั้งเลือกเรียนเวชศาสตร์ครอบครัวว่า “เมื่อทางานแล้ว เรารู้ว่ามันมีบางอย่างที่ขาดไปจากการฝึกอบรม หมอครอบครัวเติมเต็มเรา ทาให้เราดูแลคนไข้ได้อย่างมีคุณภาพ ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่เฉพาะคนไข้ที่ได้ประโยชน์ ตัวเราเองก็เกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งมากขึ้น ระบบสุขภาพที่ดี เราจะต้องมีหมอที่ดูแลประจาตัวและดูแลต่อเนื่อง เห็นตัวคนไข้ทั้งคน ต้องเห็นคนไข้ทั้งคน ต้องเข้าใจว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน อะไรเป็นสิ่งสาคัญและเป็นคุณค่าของของคนไข้และครอบครัว เวลาเรารักษาเพื่อตอบโจทย์คนไข้ ไม่ได้ตอบโจทย์ทางการแพทย์อย่างเดียว”

พลังในการก้าวต่อไป
ก้าวที่ประชาชนร่วมออกมาวิ่งไปกับหมอครอบครัว จึงมีความสาคัญต่อการเสริมพลังระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ซึ่งเป็นงานที่ใช้ระยะเวลาบ่มเพาะจากฐานราก ดังที่ แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทยและเลขาธิการราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ได้เน้นย้าบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ว่า “เราถือว่าหมอครอบครัวคือฐานราก และหมอครอบครัวคือตัวสะพานเชื่อม ระหว่างสุขภาพของประชาชนกับระบบบริการสุขภาพ ทาอย่างไรจะทาให้ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างพอดี และเป็นตัวเชื่อมให้บริการไปถึงมือประชาชนได้อย่างพอดี พอเหมาะ ทั้งทุกเพศ ทุกวัย ในแง่สถานการณ์ความเจ็บป่วยต่างๆ”

ด้วยเหตุนี้ ก้าวนี้…ที่หมอครอบครัวก้าวออกมาวิ่ง ยังเผยให้เห็นความปรารถนาที่จะร่วมสร้างสุขภาพองค์รวมไปพร้อมกับประชาชน นอกจากนี้ โครงการ Run with Family Doctor ที่จัดขึ้นเนื่องจาก World Family Doctor Day เป็นการผลักดันหรือเคลื่อนไหวของหมอครอบครัวไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นการเกิดขึ้นทั่วโลก เป็นการผลักดันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและยุติธรรมของประชาชนผู้ยากไร้หรือผู้ลาบากอีกด้วย

บนเส้นทาง virtual run ที่เราสามารถเลือกสถานที่วิ่งเอง และสะสมระยะทางตามที่เราต้องการ จุดหมายสาคัญอาจไม่ใช่การครอบครองสถิติสูงที่สุด แต่คงเป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวความรู้ ความสุข มิตรภาพ และสานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ที่มีหมอครอบครัวพร้อมเคียงข้างการดูแลสุขภาพของประชาชน


เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย

“รู้จักแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในระบบสุขภาพปฐมภูมิ”

[ENGLISH VERSION] 14 พฤษภาคม พ.ศ.2562

เราคงเคยเห็นภาพหมอที่หิ้วกระเป๋ายาไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้าน ไปดูแลและรักษา อาจจะไปคนเดียวหรือไปพร้อมกับพยาบาล หรือบางบ้านที่มีผู้สูงอายุ จะมีหมอจำประจำบ้านคอยดูแลอย่างต่อเนื่อง นั่นคือลักษณะหนึ่งของ “หมอครอบครัว” หรือ “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว” ในชื่อที่ใช้ปัจจุบัน  ขณะที่ ในชีวิตจริง หลายคนคงเคยมีประสบการณ์รับบริการสุขภาพจากหมอครอบครัว แต่เมื่อมีการประกาศพระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 มาตรา 258 ช. (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดให้มี “ระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม” การทำความรู้จักบทบาทของหมอครอบครัวกันใหม่จึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนโดยตรง

          แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะทำอะไรได้บ้าง ? หลักการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมีความพิเศษหรือแตกต่างจากการดูแลสุขภาพแบบอื่นอย่างไร ? … เป็นคำถามที่ตามมาหลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าว

วิธีทำความเข้าใจบทบาทหมอครอบครัวผ่านการเรียนรู้ แนวทางหล่อหลอมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวคลื่นลูกใหม่ เป็นอีกแนวทางที่จะสำรวจมุมมองเชิงลึกถึงทิศทางการการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ได้ให้สัมภาษณ์ในงานการอบรมปฐมนิเทศแพทย์เข้าร่วมโครงการปฏิบัติงานเพื่อสอบวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญ ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ประจำปีการศึกษา 2562 วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 ได้อธิบายบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวไว้ 4 ประการ ดังนี้

เข้าใจความทุกข์ของประชาชน ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ อธิบายให้เห็นภาพว่า ต้องมีความสามารถในการสื่อสาร มีความสามารถในการรับฟัง เป็นหมอที่พูดภาษาเดียวกับชาวบ้านได้ ไม่ใช่ว่าชาวบ้านมาแล้วพูดภาษาอังกฤษใส่ชาวบ้าน สามารถรับรู้ รับฟัง ความทุกข์ของคนไข้ แล้วก็สะสางความทุกข์ของคนไข้ให้เหมือนกับเป็นเพื่อน หมอครอบครัวต้องเข้าใจความทุกข์ของประชาชน รับรู้ได้ถึงความทุกข์ และปัจจัยที่อยู่แวดล้อมความทุกข์ของคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ ปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ ชาวบ้านได้และเข้าถึงได้ง่าย เวลามีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาได้ เป็นที่ปรึกษาในปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพให้กับครอบครัว โรงเรียน และชุมชนได้ก็จะทำให้ผลกระทบของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ กับปัญหาหาสาธารณสุขลดลงไปได้

ด่านหน้าแก้ปัญหาสุขภาพ ทำความเข้าใจความทุกข์ของประชาชน และยังสามารถจะส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาสุขภาพโดยทั่วไป โดยทั่วไปพบว่าสังคมไทยจะมีปัญหาโรคเรื้อรังมากขึ้น โรคที่เป็นกันเยอะจะเป็นเบาหวาน ความดัน แต่จริงๆ แล้วมีโรคทางสังคม เช่น การเป็นผู้สูงอายุก็จะมีปัญหาหลายอย่างไม่เฉพาะความเจ็บป่วย ปัญหาพฤติกรรมเสพติดก็เป็นปัญหาสุขภาพ เป็นต้น

อุดช่องว่างทางการรักษา ตัวอย่างของการผสานงานระหว่างแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นที่ทำให้การรักษาโรคมีความหวังมากขึ้น ผศ.ดร.นพ.อภินันท์ อร่ามรัตน์ ยกตัวอย่างที่น่าสนใจว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งบอกว่าคนไข้มะเร็งอยู่ในขั้นสุดท้ายแล้ว ไม่สามารถจะทำอะไรได้แล้วอีกแล้ว ขอให้กลับไปตายที่บ้าน คนไข้ก็ไม่รู้ว่าวิธีการไปตายที่บ้านให้มีความสงบสุขทำอย่างไร หมอมะเร็งก็ไม่สามารถจะตามไปดูแลที่บ้านได้ แต่มีหมอเวชศาสตร์ครอบครัวที่เข้าใจบริบทของความทุกข์ของเขา สามารถไปดูแลเยี่ยมและให้คำแนะนำการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายที่ดีที่สุด

ทำงานเป็นระบบ ส่งต่อ และดูแลต่อเนื่อง แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวอาจจะคัดเลือกคนที่น่าจะได้รับการรักษาตั้งนานแล้ว แต่ว่าไม่รู้เรื่องก็เลยเข้ามาสู่การรักษาผ่าตัดช้า แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวก็จะเข้าถึงได้เร็ว สามารถให้คำแนะนำ และทำให้เกิดการดูแลแก้ไขในเชิงเชี่ยวชาญ ตรงโรค ให้เร็วขึ้น ถ้าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ประสงค์จะให้เกิดการดูแลที่บ้านในพื้นที่ก็จะเริ่มมาทำงานร่วมกับแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในการที่จะมาวางแผนร่วมกันจะต้องดูแลต่อเนื่องอย่างไร เป็นตัวอย่างการรักษาทั้งขาไปและขากลับที่สามารถจะทำงานให้เป็นประโยชน์กับคนไข้ได้

การประกาศพระราชบัญญัติสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ยังเป็นการแสดงความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถจัดระบบสุขภาพปฐมภูมิที่มีคุณภาพได้ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวถึงการพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในปัจจุบันว่า แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นสาขาที่เริ่มมีผู้สนใจ บางครั้งเป็นการส่งเสริมให้ได้รับการอบรมได้เลย ตั้งแต่จบแพทย์ ก็สามารถอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทาง ศักดิ์ศรีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวก็ถือว่าเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาหนึ่ง ซึ่งเป็นการดูแลประชาชนตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงวัยสูงอายุ รวมถึงดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ทำให้คิดแนวทางการดูแลสุขภาพประชาชนได้ครบวงจร ขณะที่ นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิกล่าวถึงทิศทางการปฏิรูประบบสาธารณสุขว่า คนไทยทั้ง 68 ล้านคน จะต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นผู้มีรายชื่อเป็นผู้รับผิดชอบชีวิต คนไทยต้องมีสิทธิได้รับบริการปฐมภูมิมีความเท่าเทียมกัน เพื่อจะให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบบริการที่เท่าเทียม มีคุณภาพในเรื่องรับบริการปฐมภูมิอย่างเสมอภาค

การได้ทำความรู้จักความหมายของหมอครอบครัวผ่านมุมมองผู้บริหารดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นผู้นำทีมหมอครอบครัว คือ การเรียนรู้ ดูแล และรักษาด้วยความเข้าใจความทุกข์ของประชาชนอย่างเป็นองค์รวม ดังนั้น การเริ่มต้นทำความรู้จักบทบาทของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจึงเป็นการผูกมิตรกับเพื่อนผู้ที่มาพร้อมทั้งหลักเวชปฏิบัติทั่วไปและเวชศาสตร์ครอบครัว ที่จะเป็นมิตรทางกาย จิตใจ และสังคม การพบหมอครอบครัว อาจจะได้ใบสั่งยาที่แตกต่างออกไป แต่อย่างน้อย เราก็เชื่อมั่นว่าหลักการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวคือการทำความเข้าใจความทุกข์ของประชาชนในพื้นที่จริง

เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ สมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย เนื่องในวันแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโลก 19 พฤษภาคม

วิ่งไปกับ “หมอครอบครัว”

ขอเชิญชวนสมาชิกสมาคมฯ ทุกท่านร่วมกิจกรรม

Virtual RUN “RUN WITH FAMILY DOCTOR” และเป็นเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี เวชศาสตร์ครอบครัวไทย

ร่วมเปลี่ยนทุกย่างก้าวของท่านเป็นแรงสนับสนุนอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ในงานแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทั่วประเทศไทย

โค้งสุดท้ายที่ท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังอันยิ่งใหญ่ สมัครและดูรายละเอียดได้ที่ http://runwithfammed.com/index.php

พิเศษ สำหรับสมาชิกที่ร่วมกิจกรรม อบรมฟื้นฟูวิชาการประจำปี พ.ศ.2562 วันที่ 27 – 30 พ.ค. 2562 สามารถร่วมกิจกรรมใน Package พิเศษ เพื่อร่วมกิจกรรม FUN RUN วันที่ 28 พ.ค. พ.ศ.2562 (หมดเขตแจ้งลงทะเบียนรอบพิเศษ 25 พ.ค. พ.ศ.2562)

  1. Package FUN RUN
  • ราคา 150 บาท
  • รับเสื้อวันที่ 27 พ.ค. 62 ที่จุดลงทะเบียนกิจกรรม
  • ได้รับเหรียญเมื่อเข้าเส้นชัยในกิจกรรม FUNRUN แต่ไม่สามารถใช้งานระบบ Official website RUN WITH FAMILY DOCTOR

2. Package RUN WITH FAMILY DOCTOR

  • ราคา 350 บาท
  • รับเสื้อและลงทะเบียนหน้า website วันที่ 27 พ.ค. 62 ที่จุดลงทะเบียนในวันงานประชุม
  • ได้รับเหรียญร่วมกิจกรรม และสามารถดำเนินกิจกรรมเช่นเดี๋ยวกับการสมัครแบบ official website

หมายเหตุ

  • สงวนสิทธิแก่ผู้ลงทะเบียน 1 คน ต่อ 1 สิทธิ์เท่านั่น
  • กรุณาตรวจสอบ Email ของท่านเพื่อเข้าถึงการลงทะเบียน